โรงแรมที่ดีควรมีบริการอะไรบ้าง

เชื่อว่าหลายๆคนเวลาไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆต้องมีการจองและการหาที่พักไม่ว่าจะเป็นโรงแรม  รีสอร์ท หรือบังกะโล แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นหลายๆคนมักจะเข้าพักที่โรงแรมมากกว่า และโรงแรมแต่ละที่นั้นมีบรรยากาศและการออกแบบตกแต่งห้องนั้นแตกต่างกัน ซึ่งพวกเราก็คงมีโรงแรมแบบที่เราชอบไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ถึงแม้บางที่อาจจะมีบรรยากาศและการตกแต่งที่สวยหรูแต่ถ้าการบริการของทางเจ้าหน้าของทางโรงแรมนั้นไม่ค่อยจะน่าเข้าไปใช้บริการสักเท่าไรก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทางโรงแรมนั้น

สิ่งที่โรงแรมแต่ละแห่งควรเน้นและฝึกเจ้าหน้าที่ให้ดีคือการบริการที่ดี ซึ่งโรงแรมที่ดีไม่ควรบกพร่อง เช่น ไม่ว่าลูกค้าจะมีคำถาม ความไม่พอใจ หรือต้องการอะไร เขาก็จะเรียกหาเจ้าหน้าที่ซึ่งก็มีหน้าที่ให้บริการที่ดีที่สุดเท่านั้น การสร้างความประใจให้แก่ลูกค้านั้นทำได้ไม่ยาก ใครอยากให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า เราจะมาแบ่งปันข้อมูลดีๆให้ไปทดลองปฏิบัติกัน

อย่างแรกเลยคือ จำชื่อลูกค้าที่มาพักให้ได้ ลูกค้าจะรู้สึกดีใจรู้สึกเหมือนเป็นคนสำคัญและมันยังแสดงถึงความใส่ใจลูกค้าของเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นจึงควรมีวิธีจดจำลูกค้าอย่างรวดเร็ว เช่น รูปร่าง ลักษณะภายนอก จุดเด่นของลูกค้า และการพบและการจากต้องน่าประทับใจ การกล่าวคำทักทายเมื่อพบเจอลูกค้าและการกล่าวอำลาเมื่อลูกค้าออกจากโรงแรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อลูกค้ากลับไปก็จะจดจำว่าเจ้าหน้าที่พนักงานโรงแรมนั้นช่างอัธยาศัยดี และให้การดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าจะนำไปแนะนำโรงแรมนี้ให้เป็นที่รู้จัก

การแต่งกายพนักงานเจ้าหน้าที่ควรแต่งกายให้เนี้ยบและเรียบร้อยตลอดเวลา บุคลิกภาพนั้นสำคัญมากที่สุดจะต้องดูดีและดูภูมิฐาน เสื้อผ้าต้องสะอาดหมดจด ติดกระดุมให้ครบและถูกต้อง ติดป้ายชื่อให้เรียบร้อย นาฬิกาแบบเรียบไม่ใส่นาฬิกาสีฉูดฉาดหรือตามแบบแฟชั่น และใส่รองเท้าหุ้มส้นสีดำ  และพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งควบคุมความสะอาดของห้องพักวีไอพีด้วยตัวเองอยู่เสมอ

เจ้าหน้าที่พนักงานจะต้องมีความรอบรู้ แนะนำลูกค้าได้ นอกจากการอำนวยความสะดวกภายในโรงแรมแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ควรจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับจังหวัดที่โรงแรมตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ที่กิน ช้อปปิ้งและการเดินทางเป็นสิ่งที่ลูกค้ามักจะสอบถามเป็นประจำจึงควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

การดูแลทั้งเลือกบริการและการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานบริการเพราะการให้ความสำคัญในเรื่องนี้จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง พร้อมกับการบอกต่อแนะนำคนใกล้ตัวซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก

ราคาเทียบกับแหล่งที่ตั้งโรงแรม

สถานที่ในการหลับพักผ่อนสถานที่หนึ่งสำหรับการไปท่องเที่ยวหรือการไปทำงาน นั่นก็คือ โรงแรม ซึ่งสังเกตกันหรือไม่ว่าทำไมบางโรงแรมมีที่นอน บรรยากาศ หรือการบริการอยู่ในระดับเดียวกัน แต่มีราคาที่ต่างกันมากมาย หรือแม้กระทั่งบางโรงแรมที่เป็นชื่อโรงแรมเดียวกัน ในเครือเดียวกัน แต่ทำไมราคาไม่เท่ากันในแต่ละสาขา แน่นอนว่าสถานที่ตั้งของโรงแรมนั้นมีส่วนในเรื่องราคาจริง แล้วอย่างนี้ทำไมมันถึงต่างกัน และสถานที่ตรงไหนถูกตรงไหนแพงละ บทความนี้จะขออธิบายความเพื่อความเข้าใจในเรื่องของราคาโรงแรมกันมากขึ้น

  • สำหรับสาเหตุที่ทำไมโรงแรมต่างที่กัน ถึงราคาต่างกันนั้น อย่างแรกเลยนั่นก็คือต้นทุนในการซื้อที่และก่อสร้างโรงแรม ในบางย่านบางเขตที่มีความเจริญ มีความสะดวกสบาย อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวย่อมทำให้ที่ดินมีราคาสูง การที่ผู้ประกอบการโรงแรมนั้นจะซื้อที่ในการสร้างโรงแรมก็ย่อมซื้อในราคาที่สูงเท่ากับว่าต้นทุนในการทำโรงแรมนั้นก็ต้องสูงตามไปด้วย และอย่างที่สองคือค่าก่อสร้าง ถ้ามีการก่อสร้างในย่านเจริญนั้นย่อมทำให้ค่าแรง ค่าอุปกรณ์สูงอีกเช่นกัน
  • ถ้าหากเราไม่ทราบว่าย่านไหนมันเจริญหรือไม่เจริญ วิธีสังเกตง่ายๆเลย คือ ดูชื่อเสียงของสถานที่นั้นว่ามีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด เป็นย่านท่องเที่ยวที่ติดอันดับยอดนิยมหรือไม่ โดยดูจากรีวิวหรืออินเตอร์เน็ตหรือโซเชี่ยลมีเดียก็ได้ ถ้าหากสถานที่ใดมีชื่อเสียงมากก็จะย่อมแพงตามไปด้วย เช่น เมืองภูเก็ตนั่นเอง หรือดูว่าเมืองที่จะไปเป็นเมืองหลวงหรือไม่ สำหรับบางประเทศโรงแรมที่อยู่ในเมืองหลวงใจกลางเมืองย่อมมีราคาที่แพง เช่น เมืองBerlin ประเทศเยอรมัน เป็นต้น
  • ถ้าหากมีงบประมาณในการพักที่น้อย ก็ควรจะเลือกในย่านที่มีไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมาก หรือย่านที่ไม่ยอดนิยมมากนักจะดีกว่า หรือถ้าหากว่าจำเป็นจะต้องพักในย่านที่มีราคาแพงจริงๆก็อาจจะใช้วิธีในการจองผ่านเว็บไซต์เอเจนซี่ต่างๆที่จะมีโปรโมชั่นในการดีลราคาที่พักให้มีราคาที่ถูกลงได้ และในบางเว็บไซด์มีส่วนลดของบัตรเครดิต หรืออาจจะพักแบบHostel ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยประหยัดเงินได้หากงบน้อย
  • นอกจากเรื่องของย่านต่างๆที่ราคาต่างกันแล้ว เรื่องของวันเข้าพักก็ย่อมทำให้ราคาต่างกันได้ด้วย เช่นในบางย่านที่มีราคาสูงอยู่แล้ว ถ้าเราไปพักในช่วงเทศกาลวันหยุดสำคัญอีกก็จะย่อมทำให้ราคาสูงขึ้นไปมาก เช่นจองโรงแรมที่ภูเก็ตในวันสงกรานต์ ตรงกันข้าม หากเราไปพักในวันธรรมดาที่ไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวก็อาจจะทำให้โรงแรมที่ราคาสูงในย่านดังมีราคาถูกลงมาได้เช่นกัน

เห็นหรือไม่ว่าการที่โรงแรมต่างที่กันมีราคาที่ต่างกันนั้นเพราะอะไร ฉะนั้นการที่เราจะไปพักโรงแรมไหน ก็ควรจะสำรวจให้ดีว่าอยู่ในย่านใด เพื่อเงินที่เราจ่ายไปมีความคุ้มค่ามากที่สุด

ดาวของโรงแรม หมายถึงอะไร

เข้าฤดูการท่องเที่ยวทีไร ตามดรแงรมต่างๆ มักจะเต็มไปด้วยผู้คนเสมอ แต่หากคุณสังเกต จะพบว่า หลายๆ โรงแรมเวลาที่โฆษณา มักจะบอกว่าโรงแรมของตนเป็นโรงแรม 5 ดาว ซึ่งคำนี้หลายคนอาจจะได้ยินกันบ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ความหมายของจำนวนดาวนั้น คืออะไร และโรงแรมแต่ละดาว มีความแตกต่างกันตรงไหน เราได้หาข้อมูลมาให้แล้ว เพื่อที่ต่อไปเวลาไปพักตามโรงแรม คุณจะได้รู้ว่า ที่บอกว่า 5  ดาวจริงๆ แล้ว เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า

ที่มา และคุณสมบัติของระดับดาว
การใช้ดาว สำหรับวัดระดับของโรงแรมนั้น ถึ่งมีขึ้นในช่วงหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง เนื่องจากเมื่อจบสงครามแล้ว ผู้คนเริ่มที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตมากขึ้น การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมที่หลายๆ คนเลือกที่จะทำ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการท่องเที่ยวก็ต้องมีการมองหาที่พักที่ได้คุณภาพ การกำหนดคุณภาพของโรงแรม จึงเลือกที่จะใช้สัญลักษณ์รูปดาว เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและตรงกัน และสำหรับคุณสมบัติในการพิจารณาให้ดาวของแต่ละโรงแรมนั้น ก็มีหลักการที่เหมือนๆ กันก็คือ ขนาดของสถานที่ ความสะอาด การดูแลรักษา สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการ ซึ่งหากโรงแรมไหนมีคุณสมบัติที่ครบในข้อที่กล่าวมาก็จะได้จำนวนดาวที่มากขึ้น ซึ่งหมายความถึง มีความน่าเชื่อถือ และน่าเข้าพักมากขึ้น

ประเภทของโรงแรม ตามจำนวนดาว
สำหรับการจัดประเภทของโรงแรมในแต่ละระดับดาวนั้น สามารถจัดได้ ดังนี้

โรงแรม 1 ดาว ห้องพักขนาดไม่ควรเล็กกว่า 10 ตารางเมตร และมีอุปกรณ์ครบถ้วน คือ มีเตียง ถังขยะ กระจก โต๊ะ เก้าอี้ ผ้าเช็ดตัว และกระดาษชำระ

โรมขนาด 2 ดาว ห้องพักส่วนใหญ่ของโรงแรมประเภทนี้จะมีขนาดตั้งแต่ 14 ตารางเมตร และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่าแบบแรก เช่น มีทีวี มีโทรศัพท์ในห้อง รวมไปถึง มีช่องตาแมว และสายคล้องประตู เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้นในการเข้าพัก

โรงแรมขนาด 3 ดาว มักจะให้สำหรับโรงแรมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกนอกห้องพัก เช่น มีห้องประชุม มีคอฟฟี่ช้อป และมีบริการรูมเซอร์วิสสำหรับลูกค้า

โรงแรม 4 ดาว คือ มีขนาด  และสถานที่ ที่สวยงาม พร้อมทั้งมีการบริการที่หลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน

โรงแรม 5 ดาว เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม และมีพนักงานคอยให้บริการด้านต่างๆ อย่างครบครัน มักจะมีการให้เป็นพิเศษ สำหรับโรงแรมที่มีความหรูหรานอกจากจะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงคุณภาพของโรงแรมแล้ว จำนวนดาวที่มากขึ้น มักจะหมายถึงคุณภาพ ของการบริการ ที่แต่ละโรงแรมจะมีให้กับลูกค้าด้วย เลยไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อเราเข้าไปในโรงแรมที่มีระดับดาวสูงๆ ก็มักจะได้รับการให้บริการอย่างดี ถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยการจ่ายในราคาที่แพงกว่าก็ตาม